• Explore Vox
  • Culture
  • Entertainment
  • Life
  • Music
  • News & Politics
  • Technology
  • Join Vox
  • Take a Tour
  • Already a Member? Sign in
RKA

RKA’s blog

อาร์ก้า กรี๊ดลั่นบ้าน ผ่านรอบสอง ลูกเรือโอมานแอร์ ทำได้ไงคะ ทำได้ไง กรี๊ดด...

  • RKA’s Blog
  • Profile
  • Neighbors
  • Photos
  • More 
    • Audio
    • Videos
    • Books
    • Links
    • Collections

"อัปสราเทวี"โสเภณีสวรรค์

  • 3 days ago
  • Post a comment

"อัปสราเทวี" โสเภณีสวรรค์

ทางเข้าสู่ปราสาทนครวัดชั้นใน
       เรื่องโดย : จิตกร บุษบา
       
       การไปนครวัดมาหลายครั้งทำให้ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นจากเดิมหลายข้อ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับภาพแกะสลักอันขึ้นชื่อลือชา อาทิ ภาพแกะสลักเล่าเรื่องมหากาพย์ภารตะในสงครามที่ทุ่งราบกุรุเกษตร, เรื่องมหากาพย์รามายณะในสงครามที่เกาะลังกา, ภาพการกวนเกษียรสมุทรตลอดจนภาพกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ เป็นต้น
       
       สิ่งที่ทำให้นครวัดกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนั้น มิได้อยู่ที่รูปแบบแผนผังของนครวัดเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ฝีมืออันวิจิตรบรรจงในการแกะสลักของประติมากรชาวเขมรมากกว่า กระนั้นก็ตาม แผนผังของนครวัดก็มีอิทธิพลเหนือศาสนสถานปรากฏในประเทศกัมพูชาและประเทศไทยในปัจจุบันไม่น้อยทีเดียว
       
       นครวัด ได้ชื่อว่าเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นบนฐานเป็นชั้นด้วยลักษณะและความเชื่อที่ว่าศูนย์กลางโลกและจักรวาลคือ เขาพระสุเมรุ อันเป็นที่ตั้งวิมานศักดิ์สิทธิ์ ประติมากรชาวเขมรจึงได้ทำการจำลองลักษณะเขาพระสุเมรุที่แวดล้อมไปด้วยมหาสมุทรทั้งสี่หรือทวีปทั้งสี่ และเขาสัตตบริภัณฑ์หรือเขาวงแหวนเจ็ดชั้นให้ดูสมจริง เพื่อให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ประทับแด่องค์พระวิษณุ ซึ่งพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ตั้งพระราชหฤทัยอันแน่วแน่ในการที่วิญญาณของพระองค์จะหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระวิษณุเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ซึ่งจารึกที่ผนังระเบียงคตได้กล่าวนามของพระองค์ว่า “บรมวิษณุโลก” นครวัดจึงถึงสร้างขึ้นเพื่อเป็นราชสุสานของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ และแผนผังนครวัดเองก็หันหน้าไปสู่ทิศตะวันตก ซึ่งถือกันว่าเป็นทิศของผู้ตายอย่างแท้จริง
       
       ภาพสลักบนผนังระเบียงคตก็เป็นเครื่องยืนยันในพระราชกรณียกิจที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ได้ทรงกระทำไว้ในขณะที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ด้วยการปราบปรามจาม ศัตรูตัวฉกาจของชนชาติเขมร พระองค์ จึงมีฐานะเป็นองค์อวตารพระวิษณุเป็นเจ้าอีกภาคหนึ่ง ทั้งนี้เห็นได้จากภาพสลักเล่าเรื่องการอวตารมาดับทุกข์ของมนุษย์ครั้งสำคัญขององค์พระวิษณุ เช่น เป็นพระรามในเรื่องมหากาพย์รามายณะ และเป็นพระกฤษณะ ชายหนุ่มผู้มีพละกำลังเหนือมนุษย์ในมหากาพย์ภารตะ

       อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจและดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่สะดุดตาพอๆ กับภาพสลักที่ระเบียงคตก็คือ ภาพแกะสลักของเหล่าบรรดา นางอัปสรา หรือ อัปสร เทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์ที่ประติมากรชาวเขมรแกะสลักเอาไว้จำนวนมากมายนับพัน ๆ องค์ กระจัดกระจายอยู่ทุกซอกทุกมุมของนครวัด เหล่าใบหน้านางอัปสราเหล่านี้ ไม่มีใบหน้าใดที่ซ้ำกันเลยแม้แต่ใบหน้าเดียว ชวนให้สงสัยว่าประติมากรชาวเขมรเอาแบบของใบหน้าเหล่านั้นมาจากไหน
       
       ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับใบหน้าของนางอัปสราเหล่านี้ในหนังสือชื่อ “ถกเขมร” ของท่านความว่า “นางอัปสราแต่ละตนนั้นบอบบางราวจะปลิวเหมือนกับสลักได้ด้วยวัตถุที่มิใช่ศิลา แต่เบาและใสสะอาด นางอัปสราทุกคนซ่อนยิ้มไว้ในใบหน้า ซึ่งมิใช่ยิ้มอันเต็มไปด้วยกิเลสตัญหาของมนุษย์ แต่เป็นรอยยิ้มอันเกิดจากความสุขของสวรรค์ยิ้มที่สะอาดและแจ่มใสเหมือนกับเมฆยามอรุณ” เป็นที่สังเกตว่านางอัปสราทุกตนที่สลักอยู่ที่นครวัดและศาสนสถานอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่เปลือยกายท่อนบนแทบทั้งสิ้น อีกทั้งทรวดทรงองค์เอวของบรรดานางอัปสราเหล่านี้ก็มีขนาดและสัดส่วนใกล้เคียงกับสรีระของมนุษณ์ที่มีชีวิตจริงๆ

       โจวต้ากวาน นักเขียนและนักคิดชาวจีนได้เข้ามายังนครธมพร้อมกับคณะทูตจีน ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ (ค.ศ. ๑๘๓๙ - ๑๘๔๐) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ราชอาณาจักรเขมรมีความเจริญรุ่งเรื่องเป็นที่สุด เขาได้บักทึกเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวเขมรไว้อย่างละเอียดลออ ซึ่งจะเป็นกุญแจไขปริศนาอันสำคัญที่จะบอกว่า ทำไมเหล่าบรรดานางอัปสราที่ปรากฏบนผนังที่นครวัดนั้นจึงต้องเปลือยอกโชว์กันอย่างไม่รู้เบื่อ โจวต้ากวานได้พรรณนาเอาไว้ดังนี้
       
       “...ทุกคนนับตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินลงทั้งชายและหญิงมุ่นมวยและเปลือยท่อนบน ใช้ผ้าคาดเอวเมื่อออกไปข้างนอกก็เพิ่มผ้าผืนใหญ่หนึ่งผืนพันทับผ้าผืนเล็กเอาไว้ที่สำหรับผ้าที่นุ่งห่มกันนั้นก็มีชนชั้นอยู่มาก...ชาววังและพวกเจ้านายชั้นสูงตามบ้านนั้น ที่เป็นผู้หญิงมีผิวพรรณขาวประดุจดั่งหยก ทั้งนี้เนื่องมาจากไม่ค่อยเห็นแสงตะวันกันเลย โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว ผู้หญิงก็เหมือผู้ชายคือให้ผ้าผืนเดียวพันเอวเปลือยอกที่ขาวนวลดุจเนยเหลว เกล้าผมมวยและเดินด้วยเท้าปลาย แม้แต่องค์พระมเหสีของพระเจ้าแผ่นดินก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน....”

       ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าประติมากรชาวเขมรคงจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากสภาพแวดล้อมที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นอยู่และมองเห็นอยู่ตลอดเวลา จึงจำเอาแบบของหญิงสาวที่ตนรู้จักหรือมักคุ้นมาเป็นแบบอย่างและย่อมแน่นอนเป็นที่สุดว่า บรรดาหญิงที่นำมาใช้เป็นแบบต้องเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ ดังเช่นที่โจวต้ากวานได้ให้ทัศนะไว้ว่า แม้แต่พระมเหสีของพระมหากษัตริย์ก็ทรงนุ่งผ้าผืนเดียวและเปลือยเปล่าท่อนบนเช่นเดียวกัน
       
       อาจารย์วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ ประธานชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้เดินทางดั้นด้นไปนครวัดหลายครั้ง ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับนางอัปสราเหล่านี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า
       
       “ช่างหรือประติมากรชาวเขมรผู้สลักเสลาบรรดานางอัปสราเหล่านี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากผู้ที่เขาใกล้ชิดและคุ้นเคยเป็นอย่างดีซึ่งอาจจะเป็นแม่ ภรรยาหรือผู้หญิงที่มีชื่อเสียงด้านความงามเป็นเลิศก็ได้ จึงนำมาเป็นต้นแบบทำนองเดียวกับเป็นเทวะบูชาแด่องค์พระวิษณุ เพื่อว่าบุคคลที่เขารู้จักเหล่านั้น จะได้ไปหล่อหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์พระวิษณุนั่งเอง”

       สิ่งน่าสนใจก็คือการที่ประติมากรชาวเขมร ได้รับแรงบันดาลใจจากู้หญิงที่พวกเขารู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดีนั้นก็ดูสอดคล้องกันกับแบบแปลนนครวัด ที่ถูกแบ่งออกเป็นชั้นๆ ซึ่งย่อมเป็นที่แน่นอนว่า สังคมเขมรในเวลานั้นก็มีการแบ่งชั้นวรรณะเฉกเช่นสังคมอินเดียอันเป็นแม่แบบโดยตรง ดังนั้นนางอัปสราที่นครวัด ที่แกะสลักบนผนังแต่ละแห่งจึงน่าจะมีฐานะในสังคมที่แตกต่างกันไปด้วย ดังเช่น นางอัปสราที่สลักบนผนังปราสาทประธานก็น่าจะนำใบหน้าสตรีในราชสำนักเขมรที่เกี่ยวพันโดยตรงกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ อันได้แก่ เหล่าบรรดาพระมเหสีและพระสนมกำนัลในมาเป็นต้นแบบ ส่วนตามระเบียงคตชั้นต่างๆ ก็น่าจะนำเอาใบหน้าสตรีผู้มีชื่อเสียงในเรื่องความงามหรือกิริยามารยาท รวมทั้งบรรดานางรำ นางละครในราชสำนักดังที่โจวต้ากวานได้บันทึกเกี่ยวกับสตรีในราชสำนักเขมรไว้ว่า
       
       “คนทั้งปวงนั้นได้รับอนุญาตให้ได้แลเห็นพระเจ้าแผ่นดินเสด็จด้วยพระอัครมเหสี ณ พระบรมพระที่นั่งพระเจ้าแผ่นดินมีพระมเหสีห้าองค์ องค์หนึ่งประทับประจำพระที่นั่งประทับองค์กลาง อีกสี่องค์ประทับอยู่ประจำพระมณเฑียรที่สร้างไว้ทั้งสี่ทิศ ส่วนนางพระสนมกำนัลหรือนางในนั้น ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่ามีจำนวนระหว่างสามพันถึงห้าพัน แบ่งยศตำแหน่งออกเป็นหลายชั้น แต่พวกนี้นาน ๆ จะได้ออกมาจากวังสักครั้งหนึ่ง ถัดจากพระกำนัลลงไปก็มีโขลนจ่าชะแม่ชาวพนักงานที่อยู่ในวัง จำนวนอีกไม่ต่ำกว่าพันหนึ่งหรือสองพัน สตรีเหล่านี้มีสามีได้และเลือกที่อยู่ได้ตามชอบใจ และตามท้องถนนในบริเวณพระราชวังนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยสตรีพวกนี้ เดินเข้าออกจากพระราชวัง ผู้หญิงในวังนั้นกันหน้าผากและทาไรผมที่หน้าผาก และขมับทั้งสองข้างด้วยสีแดงเลือดนก เฉพาะผู้หญิงเหล่านี้เท่านั้นที่จะเข้าออกในพระราชวังได้”

       แม้ว่าบันทึกของโจวต้ากวานจะเป็นหลักฐานที่เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ ซึ่งอยู่ห่างจากรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ประมาณ ๑๐๐ กว่าปี แต่ขนบธรรมเนียมในราชสำนักเขมรคงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก อีกทั้งเป็นไปได้ว่านางอัปสราเหล่านี้ แท้ที่จริงคือ สตรีชาวเขมรที่เคยมีชีวิตอยู่แล้วถูกสังเวยเพื่อเป็นเทวบูชาแด่องค์วิษณุเทพ โดยมีความเชื่อว่า ตราบเท่ากัลปาวสานของโลก จิตวิญญาณของพวกนางจะยังคงอยู่เคียงคู่นครวัดตลอดไป
       
       การนำใบหน้าบุคคลสำคัญมาเป็นแบบนี้ มิใช่เกิดขึ้นที่ราชอาณาจักรเขมรเป็นแห่งแรก หากเกิดมาแล้วทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสังคมชนชั้นในอียิปต์ โรมัน หรือแม้แต้อินเดีย ฯลฯ และถ้าจะกล่าวถึงยุคสมัยของราชอาณาจักรเขมรที่นิยมนำใบหน้าบุคคลสำคัญมาเป็นแม่แบบในการแกะสลักทั้งประติมากรรม สถาปัตยกรรม และบนผนังแล้วละก็ รัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ดูโดดเด่นกว่าเพื่อน เราจะเห็นภาพแกะสลักใบหน้าคน หรือที่เรียกว่าพระโพธิ์สัตว์อวโลกิเตศวรที่ปราสาทบายนจำนวนถึง ๒๑๖ หน้า ซึ่งภาพรวมของใบหน้าทั้งหมดบ่งบอกว่าเป็นบุคคลเดียวกันคือ ใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรเขมร ซึ่งถูกวิจารณ์จากฝรั่งมังค่าว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ Over Worked Over Texed และ Over Strained เป็นต้นเหตุแห่งความหายนะของราชอาณาจักร
       
       นอกจากนี้ใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ จะปรากฏที่ปราสาทบายนแล้วใบหน้าของพระองค์ก็ยังปรากฏที่ประตูทางเข้านครธม ประตูทางเข้าปราสาทตาพรหม ประตูทางเข้าปราสาทพระขรรค์ ประตูทางเข้าปราสาทบันทายกุฏี และที่ปราสาทบันทายฉมาร์ ส่วนที่เป็นงานประติมากรรมรูปเหมือน ปรากฏใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่ปรางค์พรหมทัต ในปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมาและอีกจำนวนมากที่กระจัดกระจายอยู่ในประเทศกัมพูชา
       
       พระราชกรณียกิจของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามพวกจามจนราบคาบ การสร้างนครธมขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของพระราชอาณาจักร การสร้างอโรคยศาลา หรือโรงพยาบาลชุมชน การสร้างธรรมศาลาหรือที่พักคนเดินทาง ย่อมเป็นประจักษ์พยานว่า พระองค์เปรียบได้กับพระโพธิ์สัตว์ ซึ่งจุติลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อสอดส่องดูแลทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ประกอบกับรัชสมัยของพระองค์เป็นช่วงเวลาที่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีอิทธิพลสูงสุด พระองค์จึงมีฐานะเสมือนเทพเจ้าพระองค์หนึ่งนั่นเอง
       
       ตามคติความเชื่อของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเชื่อกันว่าพระโพธิ์สัตว์จะมี นางปัญญาบารมี เป็นปรัชญา หมายถึงพลังแห่งสติปัญญาควบคู่เสมอ เป็นไปได้ว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงมีความเชื่อเรื่องนี้อย่างเปี่ยมล้น พระองค์จึงอาจนำเอาใบหน้าของพระมเหสีของพระองค์หรือพระสนมมาให้ประติมากรชาวเขมรแกะสลักบนผนังในนามของนางอัปสราตามศาสนสถานทั่วทั้งราชธานีของพระองค์

       ภาพแกะสลักรูปนางอัปสรากว่า ๑,๐๘๐ ภาพ และภาพนางอัปสราที่ใช้ประกอบแทนตัวลายอีกนับไม่ถ้วนดูจะสอดคล้องกันอย่างมากกับภาพแกะสลักและเล่าเรื่องการกวนเกษียรสมุทรที่ระเบียงคต ด้านทิศตะวันออกตอนใต้ที่มีความยาวถึง ๔๙ เมตร สูง ๒ เมตร ภาพเทวดาจำนวน ๙๒ องค์ และอสูร (ยักษ์) จำนวน ๘๘ ตน กำลังอยู่ในท้วงท่าดึงลำตัวพญานาควาสุกรี ซึ่งใช้ส่วนของลำตัวพันรอบเข้ามัทระ การกวนเกษียรสมุทรดังกล่าวจะทำให้เกิดน้ำอมฤตอันศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นสิ่งที่ฝ่ายเทวดาและอสูรต้องการเพื่อให้ชีวิตตนเป็นอมตะ และผลจากการกวนเกษียรสมุทรนี้เองทำให้เกิดทางอัปสรา สตรีที่นุ่งผ้าเพียงผืนเดียวและประดับตกแต่งร่างกายตั้งแต่ศีรษะไปจนถึงเท้า ซึ่งในเวลาต่อมานางอัปสราเหล่านี้ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพธิดาจุติบนสรวงสวรรค์ โดยมีหน้าที่บำรุงบำเรอเหล่าบรรดาเทพทั้งหลาย ซึ่งเรื่อเล่าตามตำนานที่ปรากฏเช่นนี้นำไปสู่การประเมินสถานะของนางอัปสราว่า นางอัปสราเหล่านี้มีฐานะเหมือนหนึ่งโสเภณี ที่ไม่มีเทพพระองค์ใดต้องการนำไปเป็นชายาเลย
       
       ในหนังสือไตรภูมิกถา ได้กล่าวถึงบรรดานางอัปสราอาศัยอยู่ในงวงช้างเอราวัณ ของพระอินทร์กว่า ๓,๘๘๒,๔๑๗ ตน และมีบริวารอีก ๒๗,๑๗๖,๙๑๙ ตน ซึ่งนางอัปสราจำนวนหนึ่งต้องตกเป็นนางบำเรอกามรสของพระอินทร์ไปในที่สุด
       
       ดังนั้นเมื่อนครวัดถูกสร้างสรรค์ขึ้นเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ถวายแก่พระวิษณุเทพเจ้า นางอัปสราจึงเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งบนสรวงสวรรค์ในม่านชั้นต่าง ๆ ที่จะต้องมีบรรดานางงามเหล่านี้มาทำหน้าที่ฟ้อนรำบำเรอกามรสให้แก่บรรดาเทวดา และเทพเจ้าตามใจปรารถนานั่นเอง
       
       ด้วยเหตุนี้พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ผู้สร้างนครวัด จึงพยายามให้นครวัดเป็นเสมือนทิพยวิมานบนโลกมนุษย์ที่สมจริงที่สุด
       
       นครวัดงานสถาปัตยกรรมที่ขึ้นชื่อลือชาของชาวเขมรที่ประชาโลกขนานนามว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เป็นเทวลัยของพระวิษณุโลกบนโลกมนุษย์และเป็นสัญลักษณ์ของประชาชนชาวกัมพูชาทั้งประเทศ มาวันนี้ยังคงเหลือร่องรอยความใหญ่โตวิจิตรพิสดารจนยากแก่การเข้าใจได้ว่า ด้วยเหตุผลกลใดหนอที่มนุษย์สร้างงานสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ด้วยกำลังแรงจำนวนมากมายเท่าไรที่สามารถขัดแผ่นหินจนเรียบ และแกะสลักภาพเล่าเรื่องได้อย่างประณีตงดงามอ่อนช้อยพลิ้วไสวราวกับมีชีวิต ศรัทธาเท่าไหร่หนอที่งานสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ยังคงเหลือเล็ดลอดมาได้จนถึงปัจจุบัน
       
       เลือดเนื้อและชีวิตของชาวเขมรจำนวนเท่าไหร่ที่ต้องหลั่งเลือดชโลมลงบนผืนแผ่นดินแห่งนี้ จะต้องสูญเสียชีวิตของสตรีจำนวนเท่าไหร่กว่าจะสร้างใบหน้าอันงดงามตรึงติดอยู่บนผนังหินที่มีความยาวนับเป็นพันๆ เมตร หรือว่านครวัดไม่เพียงแต่จะเป็นราชสุสานของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นสุสานเลือดเนื้อและชีวิตของบรรพบุรุษเขมรโบราณทั้งมวล
Post a comment

โกหก

  • Jun 27, 2008
  • Post a comment

โกหก

ทุกวันนี้ เราเจอแต่เรื่องโกหกรอบตัว โดยเฉลี่ยคนส่วนใหญ่จงใจพูดสิ่งที่ผิดประมาณ 1-2 ครั้งต่อวัน
และพูดโกหกกับ 1 ใน 3 ของคนที่เจอ ฉะนั้นหันไปทางไหนก็เจอแต่เรื่องโกหก เปิดข่าวดูทีวี ถ้าข่าว
ไม่ตรงกันสักช่องก็แปลว่าข้อมูลนั้นโกหก แถมคนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวอีกต่างหากว่าโกหกออกไป อาจจะ
เรียกได้ว่า โกหกกันจนติดปาก เคยชินกันเลยทีเดียว บางคนพอรู้ก็โกรธ ทำไมคนอื่นต้องโกหก ทั้งๆที่
ตัวเองก็โกหก ตลกดี

คนโกหกเพื่อป้องกันความอับอาย อย่างเวลาไปค่าย แล้วมีคนตด ถ้ายอมรับคุณก็จะกลายเป็นคนหน้าด้าน
ไปในทันที แต่ถ้าคุณร้องอี๋แล้ววิ่งหนีไปกะเพื่อน ทำเสมือนชั้นเป็นแม่พระ อย่ามาตดใส่ชั้นนะอ๊ะอ๊ะอาย
คุณก็จะอยู่รวมกับคนอื่นได้ตามปกติ บางคนโกหกเพื่อให้คนอื่นประทับใจ อย่างจะหาแฟนใหม่ที
ใครมันจะไปนั่งสาธยายเรื่องไม่ดีที่ทำกะแฟนเก่าให้ฟัง ก็ต้องเล่าว่า โดนฝ่ายตรงข้ามทิ้ง น่าสงสาร...
เรียกร้องความสนใจ กระซิกๆ หลายคนโกหกเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด ไม่ยอมรับโทษ หรือโกหกเพื่อโกง
เพื่อเอาเปรียบคนอื่น ตัวอย่างนี้พบได้ทั่วไปในนักโทษ โจร วงไพ่ เซลล์แมน นักข่าวและนักการเมือง

แต่ไม่ว่าจะสาเหตุไหน อีพวกข้างต้นคือพวกโกหกเพื่อตัวเอง ซึ่งเราจะพบได้ครึ่งหนึ่งในสังคม อีกครึ่งหนึ่ง
จะเป็นการโกหกเพื่อคนอื่น (White Lie) <<<ไม่ใช่ "ไว้ลาย" น่อ เกิดจากการเรียนรู้ความคิดคนอื่น แล้ว
โกหกคือพูดในสิ่งที่ผู้ฟังอยากได้ยิน เพื่อการติดต่อ เป็นพัฒนาการให้เข้าสังคมได้ เข้าใจกันมากขึ้น โกหกกัน
มากขึ้น ฟังดูขัดแย้งกันดีไหม? แม้แต่เด็กปกติ ที่ไม่ใช่เด็กเปรตเด็กผีที่ไหน ก็จะเรียนรู้จิตใจคนอื่นและโกหกเป็น
ตอนอายุ 4 ขวบขึ้นไป จัดเป็นพัฒนาการตามปกติ ทำให้เด็กเริ่มแยกตัวออกจากพ่อแม่ ฉะนั้นปัจจุบัน ถ้าโกหกเป็น
โกหกคล่อง ก็แปลว่าเริ่มพึ่งตัวเองกันได้แล้ว

ในทางการแพทย์ Temporal Lobe ในสมองมีความสัมพันธ์กับการโกหก จากการรวมข้อมูลอันซับซ้อน
ของบุคคลรอบกายคนโกหกอาจจะแสดงสีหน้าแบบคุมไม่ได้ เพราะเผลอไปคิดถึงความจริงเข้า อยากเกาจมูก
ไม่สบตา กะพริบตาถี่ๆ หน้าผากย่น รูม่ายตาหด จมูกแหก ปากบาน เหงื่อออก ฯลฯ (ทำไมบรรยายแล้วเหมือน
นายกจังฟระ) แต่เอาเข้าจริงๆก็มีคนควบคุมอาการพวกนั้นได้ง่าย คือโกหกแบบแนบเนียน <<<รึไม่ก็หน้าตาแบบนั้นอยู่แล้ว

ปี 1920 มีการสร้างเครื่องจับเท็จจากเหงื่อ ชีพจร และจังหวะการหายใจ แต่กลายเป็นว่า สามในห้าตื่นเต้น
เลยจับผิดคนไปซะยังงั้น นักจิตวิทยาเลยเริ่มใช้คำถาม เริ่มจากถามทั่วไป กินข้าวรึยัง ชื่อพ่อชื่อตานั่นตานี่ใช่ไหม
แล้วจู่ๆก็ตัดเข้าไปหาคำถามที่ไม่เกี่ยวกันเลยแต่ซีเรียส เช่น เคยขโมยของจากห้างไหม เคยทำร้ายสัตว์รึเปล่า ฯลฯ
ปัจจุบันประยุกต์เป็นการอ่านคลื่นสมองแทน

แต่คนบนโลก 5% จะจับโกหกเก่งอยู่แล้ว คือรู้ถึงจิตใจคนอื่น และคนกลุ่มนี้ก็จะโกหกเก่งได้เอง คือจะโกหกคนอื่น
ก็ต้องหลอกตัวเองให้เชื่อก่อน สีหน้าก็ไม่เปลี่ยน ดูจริงใจตลอดเวลา เลยโกหกได้แนบเนียนจนแม้แต่อ่านคลื่นสมอง
ยังทำได้ยาก ในขณะที่อีก 5% โกหกจนติดเป็นนิสัย โกหกพร่ำเพรื่อ จนคนรู้กันหมดว่าโกหกและไม่เชื่อใจ
พวกนี้คือนักโกหกระดับห่วย โกหกแบบไม่รู้กาละเทศะ เรื่องไม่สำคัญก็ยังโกหก บ่อยครั้งมักพบว่าเป็นโรคจิต
หรือมีความผิดปกติในสมองส่วนที่ใช้เหตุผล ทำให้ฟุ้งซ่าน พูดมาก แต่งเรื่องราวได้ แต่มีเหตุผลรองรับ

การโกหกเป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่ก็ขัดแย้งกับศีลธรรม เห็นได้ชัดในพวกที่โกหกจนบุคลิกเปลี่ยนไป
ไม่น่าเชื่อถือ มีการวิเคราะห์ว่า ถ้าสังคมมนุษย์ไม่มีการโกหกเลย ก็จะสื่อสารแบบซับซ้อนไม่ได้ ทุกอย่างจะกลายเป็น
Logic ซื่อตรง โหด และไม่แคร์ความรู้สึกของผู้ฟัง เหมือนโลกหุ่นยนต์

Post a comment

this is the best 4 U

  • Jun 27, 2008
  • Post a comment

this is the best....for you 



 

 

 

 

Post a comment

ความแตกต่างของผู้หญิงกับผู้ชาย

  • Jun 27, 2008
  • Post a comment

บทความ เกร็ดความรู้ วันนี้เรามีเรื่องดีๆ มาฝากเพื่อนๆ กันอีกเช่นเคยค่ะ เป็น บทความ เกร็ดความรู้ เรื่อง ความแตกต่างของผู้หญิงกับผู้ชาย ขอบอกว่าเป็น เรื่องน่าอ่าน มากๆ หากคุณกำลังมี ความรัก ยิ่งควรอ่านไว้ประดับความรู้จะดีมากค่ะ เผื่อจะเข้าใจอะไรมากขึ้น และสร้างรักให้ยืนยาวได้ค่ะ

ข้อมูลจาก Forward mail
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

          พระเจ้าสร้างชายและหญิงให้เกิดมาคู่กัน แต่ก็มีผู้ชายจำนวนมากออกมายอมรับว่า "บางครั้งผู้หญิงก็ดูน่าเบื่อและไร้เหตุผลจนไม่น่าเข้าใกล้" ในขณะที่ผู้หญิงโต้กลับว่า "บางครั้งผู้ชายก็งี่เง่าและเฮงซวยที่สุด"

          ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครดีใครเลว แต่อยู่ที่ความแตกต่างกันในทุกๆ เรื่องของชายและหญิงต่างหาก ที่เป็นต้นเหตุของความไม่เข้าใจ ในเมื่อทั้งชายและหญิงไม่มีวันที่จะเหมือนกันได้ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อการอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข นั่นก็คือ... "การทำความเข้าใจจิตใจของแต่ละฝ่ายนั่นเอง"

1. ผู้ชายรู้สึกดีเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นที่ต้องการของคนอื่น
 
          ขณะที่ผู้หญิงรู้สึกดีเมื่อรู้ว่าตัวเองน่าทะนุถนอม

2. เมื่อเกิดปัญหา ผู้ชายจะเก็บตัวเพื่อคิดหาทางออก
 
          ผู้หญิงจะหาใครซักคนที่ไว้ใจ และพร่ำพรรณนาปัญหาให้ฟัง

3. จากสถิติพบว่า ผู้ชายมีอายุสั้นกว่าผู้หญิง
 
          เพราะผู้ชายใจร้อนและคึกคะนองมากกว่า

4. ผู้ชายมุ่งความต้องการไปที่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน 

          แต่ความสำเร็จของผู้หญิงคือ การมีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข

5. เมื่อทำอะไรซักอย่างไม่ได้ ผู้หญิงจะขอความช่วยเหลือ
 
          ในขณะที่ผู้ชายจะไม่พยามยามขอความช่วยเหลือ เพราะคิดว่านั่นคือการแสดงความอ่อนแอของตัวเอง

6. ผู้หญิงมีสมองเล็กกว่าผู้ชาย
 
          แต่สมองทั้งสองซีกกลับทำงานสัมพันธ์กันมากกว่าผู้ชาย

7. ผู้ชายจะเจริญเติบโตและก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นได้ช้ากว่าผู้หญิง

8. ผู้ชายถูกกระตุ้นความต้องการทางเพศโดยสายตา เช่น ดูภาพโป้ ดูหนังโป้
 
          แต่ผู้หญิงถูกกระตุ้นความต้องการทางเพศ โดยการสัมผัสอันนุ่มนวล

9. เมื่อเล่นเกมๆ หนึ่ง ผู้หญิงต้องการเอาชนะโดยที่อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องแพ้ก็ได้ (การเสมอ)
 
          แต่ผู้ชายต้องการเอาชนะ และอีกฝ่ายต้องเป็นผู้แพ้

10. เมื่อผู้ชายตกหลุมรักใครซักคน เค้าจะถูกกระตุ้นให้ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
 
          แต่ถ้าจีบผู้หญิงคนนั้นไม่สำเร็จ เค้าจะกลับไปเห็นแก่ตัวเหมือนเดิม

11. ผู้หญิงเมาง่ายกว่าผู้ชาย

12. ผู้ชายจะจดจำเส้นทาง และอ่านแผนที่ได้เก่งกว่าผู้หญิง

13. ผู้หญิงกลัวที่จะเป็นฝ่ายรับ ในขณะที่ผู้ชายกลัวที่จะเป็นฝ่ายให้

14. ผู้หญิงพยายามฆ่าตัวตายมากกว่าผู้ชาย
 
          แต่ผู้ชายทำสำเร็จมากกว่าผู้หญิง

15. ผู้หญิงจะเรียนภาษาได้ดีกว่า

          และมีความสามารถในการสื่อสารทางการพูดมากกว่าผู้ชาย

16. ผู้ชายจะคิดให้ตกซะก่อนจึงค่อยพูดออกมา
 
          แต่ผู้หญิงมักจะคิดออกมาเป็นเสียงดังๆ ให้คนอื่นได้ยินด้วย

17. ผู้หญิงจะไม่ทิ้งเพื่อนหากเพื่อนกำลังมีปัญหา
 
          ในขณะที่ผู้ชายจะทิ้งให้เพื่อนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

18. เมื่อผู้หญิงรู้สึกดี เธอจะสามารถแบ่งปันความรักให้คนอื่นมากมาย

          แต่เมื่อเธอรู้สึกแย่ สิ่งที่เธอต้องการที่สุดคือความรักจากคนรอบข้าง

19. นิสัยผู้ชายเหมือนหนังสติ๊ก ในช่วงเวลาที่คบกัน ผู้ชายจะต้องการทั้งความผูกพันใกล้ชิด และความอิสระ

          แต่ผู้หญิงจะรู้สึกไม่ดีหากผู้ชายกำลังถอยออกไปหาอิสระ และพยายามดึงเค้ากลับมา ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เค้าถอยห่างมากขึ้น ทางที่ดีควรอยู่นิ่งๆ เมื่อถึงเวลาหนึ่งเค้าจะกลับมาเอง

20. ทั้งที่ผู้ชายและผู้หญิงพูดคำๆ เดียวกัน แต่ความหมายของคำๆ นั้น กลับไม่เหมือนกัน
 
          เช่น เมื่อผู้หญิงพูดว่า "เราเลิกกันเถอะ"  แปลว่า ฉันต้องการให้คุณเห็นความสำคัญของฉันมากกว่านี้ 

          เมื่อผู้ชายพูดว่า "เราเลิกกันเถอะ" แปลว่าผมไม่ขอทนคุณอีกต่อไป เพราะผมเจอคนใหม่แล้ว

Post a comment

ลาก่อนบล็อก

  • Jun 26, 2008
  • Post a comment

 

ลาก่อนบล็อก

 

เดือนหน้าดิฉันต้องไปอบรมลูกเรือที่มาเลเซีย ของสายการบินแอร์โอมานแล้ว

 

ไม่รู้ว่าจะได้มาอัพอีกทีเมื่อไร

 

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจกันเสมอมานะคะ

 

 

R-Ka

Post a comment

สถิติประกวดนางงามสาวสอง

  • Jun 25, 2008
  • Post a comment

user posted image
user posted image
user posted image
user posted image
user posted image
user posted image
user posted image
user posted image
user posted image
user posted image

Post a comment

มุมมองต่างชาติกับการทำงานแบบไทย

  • Jun 25, 2008
  • Post a comment
มุมมองต่างชาติกับการทำงานแบบไทย  

บ้านเราเดี๋ยวนี้มีคนต่างชาติเข้ามาทำงานหลายพันชีวิต พอฝรั่งกับไทยมาเจอกัน ความอลเวงก็เลยเกิดขึ้น เพราะนอกจากภาษาและความเคยชินจะต่างกันชนิดฟ้ากับเหวแล้ว นิสัยการทำงานก็ยังไม่เหมือนกันอีกด้วย ฝรั่งนินทาคนไทยว่ายังไรบ้าง  มาแอบฟังกันดีกว่า....
ฝรั่งทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนโชกโชนกับการทำงานในแวดวงคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี เมื่อถามว่าพวกเค้ามีความเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไทยๆ เราก็ได้คำตอบว่า:

1.
ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่  หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้ านก็มี
- เจฟฟรีย์ บาร์น

2. การโต้แย้ง
เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า 'ขี้เกรงใจ' แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
- ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ

3. ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด
เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร
- ไมเคิล วิดฟิล์ค

4.
ความรับผิดชอบ
1.
ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด  ยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนาน  ก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร
2.
ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก
- สเตฟานี จอห์นสัน

5.
วิธีแก้ไขปัญหา
คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายคั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตาม  ถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด
- ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก

6.
บอกแต่ข่าวดี
คนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
1.
จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา
2.
จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า จะทำงานเสร็จทันเวลาไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย
- โจนาธาน ธอมพ์สัน

7.
คำว่า 'ไม่เป็นไร'
เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหา ก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า 'ไม่เป็นไร' มาแก้ปัญหาแทน

- เจนิส อิกนาโรห์

8. ทักษะในการทำงาน
1. ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกัน  บางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
2.
ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
3.
พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก แล้วไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม
- เดวิด กิลเบิร์ก

9.
ความซื่อสัตย์
พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน

- เฮเบิร์ก โอ ลิสส์

10. ระบบพวกพ้อง
คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง
- มาร์ค โอเนล ฮิวจ์

11.
แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว
คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร
1.
ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
2.
มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน
3.
มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง

Post a comment

Celebrating 10000

  • Jun 24, 2008
  • Post a comment

Celebrating

10000

visitors

Post a comment

ดูดวงดึกดื่น

  • Jun 23, 2008
  • Post a comment

ตำแหน่งที่1  ไพ่หญิงแกร่ง (Strength) บอกพื้นฐานเจ้าชะตา
  เจ้าชะตามักจะเป็นคนเข้มแข็ง โดยเฉพาะถ้าเจ้าชะตาที่จับได้ไพ่ใบนี้ในตำแหน่งนี้ ที่เป็นผู้หญิง เป็นผู้หญิงที่ทำงานเก่งและแกร่งไม่แพ้ผู้ชาย ถ้าผู้ชายจับได้ก็มักจะได้ทำงานกับผู้หญิงเก่ง เจ้าชะตามักเป็นคนทำมาหากินเก่งแต่ต้องเหนื่อยและมักมีเรื่องการเงินให้หนักใจอยู่เป็นประจำเป็นคนที่ต้องยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง สร้างฐานะด้วยตัวเอง 
ตำแหน่งที่2  ไพ่เดอะ เมจิกเชี่ยน  ( The Magician)  บอกพื้นฐานประกอบเจ้าชะตา 
 เจ้าชะตามีอีกบุคลิกหนึ่งที่แอบแฝงอยู่ คือ เป็นคนฉลาด  สติปัญญาดี  มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีความคิดเป็นของตัวเอง  สามารถทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้ เจ้าชะตามักจะไม่ได้ทำงานตรงกับสาขาที่ตัวเองเรียนมา  คือจบมาอย่างหนึ่งแต่เวลาทำงานจริงๆ กลับไปทำงานอีกอย่างหนึ่งไม่ได้ตรงกับที่ตัวเองเรียนมา เจ้าชะตามักมีหัวการค้าแอบแฝงอยู่      
ตำแหน่งที่3  ไพ่การเปลี่ยนแปลง ( Temperance ) บอกอนาคตของเจ้าชะตา 
  เจ้าชะตาอาจมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องงาน เช่น มีการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสายงาน หรือมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องระบบการทำงาน นอกจากนี้เจ้าชะตาอาจมีเกณฑ์การเดินทาง อันเนื่องมาจากงานของเจ้าชะตา เรื่องการเงินยังผันผวน การเงินยังไม่แน่นอน ยังมีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นรายได้ของเจ้าชะตายังอยู่ในเกณฑ์ขึ้นๆลงๆ เรื่องความรักของเจ้าชะตาก็ยังไม่มั่นคง  ยังไม่สามารถจะหาจุดจบ ลงเอยกันได้ ความรักเป็นรักที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง เอาแน่นอนไม่ได้  
ตำแหน่งที่4  ไพ่จักรพรรดินี (The Empress) บอกสิ่งแสดล้อมเจ้าชะตา 
   เจ้าชะตาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์มีอยู่มีกิน มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านวัตถุ ชีวิตมีความสะดวกสบายไม่ค่อยลำบาก ถ้าในเรื่องความรัก กรณีเจ้าชะตาเป็นผู้ชาย ก็จะพบกับผู้หญิงที่สมควรจะมาเป็นภรรยา เพราะเป็นได้ทั้งเมียและแม่ อีกกรณีหนึ่ง เจ้าชะตาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีผู้หญิงคอยให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนเจ้าชะตา  
ตำแหน่งที่5  ไพ่โลก (The World) สรุปคำทำนาย  
  เป็นช่วงที่เจ้าชะตากำลังพบกับสิ่งที่ดีๆ ในชีวิต หน้าที่การงานของเจ้าชะตามีความเจริญก้าวหน้าและมีแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จ ส่วนเจ้าชะตาที่กำลังศึกษาอยู่ก็จะประสบผลสำเร็จในเรื่องการเรียน เช่น มีผลการเรียนดีในระดับที่น่าพึงพอใจ หรือสอบเรียนต่อได้ เป็นช่