"อัปสราเทวี" โสเภณีสวรรค์
|
โกหก
ทุกวันนี้ เราเจอแต่เรื่องโกหกรอบตัว โดยเฉลี่ยคนส่วนใหญ่จงใจพูดสิ่งที่ผิดประมาณ 1-2 ครั้งต่อวัน
และพูดโกหกกับ 1 ใน 3 ของคนที่เจอ ฉะนั้นหันไปทางไหนก็เจอแต่เรื่องโกหก เปิดข่าวดูทีวี ถ้าข่าว
ไม่ตรงกันสักช่องก็แปลว่าข้อมูลนั้นโกหก แถมคนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวอีกต่างหากว่าโกหกออกไป อาจจะ
เรียกได้ว่า โกหกกันจนติดปาก เคยชินกันเลยทีเดียว บางคนพอรู้ก็โกรธ ทำไมคนอื่นต้องโกหก ทั้งๆที่
ตัวเองก็โกหก ตลกดี
คนโกหกเพื่อป้องกันความอับอาย อย่างเวลาไปค่าย แล้วมีคนตด ถ้ายอมรับคุณก็จะกลายเป็นคนหน้าด้าน
ไปในทันที แต่ถ้าคุณร้องอี๋แล้ววิ่งหนีไปกะเพื่อน ทำเสมือนชั้นเป็นแม่พระ อย่ามาตดใส่ชั้นนะอ๊ะอ๊ะอาย
คุณก็จะอยู่รวมกับคนอื่นได้ตามปกติ บางคนโกหกเพื่อให้คนอื่นประทับใจ อย่างจะหาแฟนใหม่ที
ใครมันจะไปนั่งสาธยายเรื่องไม่ดีที่ทำกะแฟนเก่าให้ฟัง ก็ต้องเล่าว่า โดนฝ่ายตรงข้ามทิ้ง น่าสงสาร...
เรียกร้องความสนใจ กระซิกๆ หลายคนโกหกเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด ไม่ยอมรับโทษ หรือโกหกเพื่อโกง
เพื่อเอาเปรียบคนอื่น ตัวอย่างนี้พบได้ทั่วไปในนักโทษ โจร วงไพ่ เซลล์แมน นักข่าวและนักการเมือง
แต่ไม่ว่าจะสาเหตุไหน อีพวกข้างต้นคือพวกโกหกเพื่อตัวเอง ซึ่งเราจะพบได้ครึ่งหนึ่งในสังคม อีกครึ่งหนึ่ง
จะเป็นการโกหกเพื่อคนอื่น (White Lie) <<<ไม่ใช่ "ไว้ลาย" น่อ เกิดจากการเรียนรู้ความคิดคนอื่น แล้ว
โกหกคือพูดในสิ่งที่ผู้ฟังอยากได้ยิน เพื่อการติดต่อ เป็นพัฒนาการให้เข้าสังคมได้ เข้าใจกันมากขึ้น โกหกกัน
มากขึ้น ฟังดูขัดแย้งกันดีไหม? แม้แต่เด็กปกติ ที่ไม่ใช่เด็กเปรตเด็กผีที่ไหน ก็จะเรียนรู้จิตใจคนอื่นและโกหกเป็น
ตอนอายุ 4 ขวบขึ้นไป จัดเป็นพัฒนาการตามปกติ ทำให้เด็กเริ่มแยกตัวออกจากพ่อแม่ ฉะนั้นปัจจุบัน ถ้าโกหกเป็น
โกหกคล่อง ก็แปลว่าเริ่มพึ่งตัวเองกันได้แล้ว
ในทางการแพทย์ Temporal Lobe ในสมองมีความสัมพันธ์กับการโกหก จากการรวมข้อมูลอันซับซ้อน
ของบุคคลรอบกายคนโกหกอาจจะแสดงสีหน้าแบบคุมไม่ได้ เพราะเผลอไปคิดถึงความจริงเข้า อยากเกาจมูก
ไม่สบตา กะพริบตาถี่ๆ หน้าผากย่น รูม่ายตาหด จมูกแหก ปากบาน เหงื่อออก ฯลฯ (ทำไมบรรยายแล้วเหมือน
นายกจังฟระ) แต่เอาเข้าจริงๆก็มีคนควบคุมอาการพวกนั้นได้ง่าย คือโกหกแบบแนบเนียน <<<รึไม่ก็หน้าตาแบบนั้นอยู่แล้ว
ปี 1920 มีการสร้างเครื่องจับเท็จจากเหงื่อ ชีพจร และจังหวะการหายใจ แต่กลายเป็นว่า สามในห้าตื่นเต้น
เลยจับผิดคนไปซะยังงั้น นักจิตวิทยาเลยเริ่มใช้คำถาม เริ่มจากถามทั่วไป กินข้าวรึยัง ชื่อพ่อชื่อตานั่นตานี่ใช่ไหม
แล้วจู่ๆก็ตัดเข้าไปหาคำถามที่ไม่เกี่ยวกันเลยแต่ซีเรียส เช่น เคยขโมยของจากห้างไหม เคยทำร้ายสัตว์รึเปล่า ฯลฯ
ปัจจุบันประยุกต์เป็นการอ่านคลื่นสมองแทน
แต่คนบนโลก 5% จะจับโกหกเก่งอยู่แล้ว คือรู้ถึงจิตใจคนอื่น และคนกลุ่มนี้ก็จะโกหกเก่งได้เอง คือจะโกหกคนอื่น
ก็ต้องหลอกตัวเองให้เชื่อก่อน สีหน้าก็ไม่เปลี่ยน ดูจริงใจตลอดเวลา เลยโกหกได้แนบเนียนจนแม้แต่อ่านคลื่นสมอง
ยังทำได้ยาก ในขณะที่อีก 5% โกหกจนติดเป็นนิสัย โกหกพร่ำเพรื่อ จนคนรู้กันหมดว่าโกหกและไม่เชื่อใจ
พวกนี้คือนักโกหกระดับห่วย โกหกแบบไม่รู้กาละเทศะ เรื่องไม่สำคัญก็ยังโกหก บ่อยครั้งมักพบว่าเป็นโรคจิต
หรือมีความผิดปกติในสมองส่วนที่ใช้เหตุผล ทำให้ฟุ้งซ่าน พูดมาก แต่งเรื่องราวได้ แต่มีเหตุผลรองรับ
การโกหกเป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่ก็ขัดแย้งกับศีลธรรม เห็นได้ชัดในพวกที่โกหกจนบุคลิกเปลี่ยนไป
ไม่น่าเชื่อถือ มีการวิเคราะห์ว่า ถ้าสังคมมนุษย์ไม่มีการโกหกเลย ก็จะสื่อสารแบบซับซ้อนไม่ได้ ทุกอย่างจะกลายเป็น
Logic ซื่อตรง โหด และไม่แคร์ความรู้สึกของผู้ฟัง เหมือนโลกหุ่นยนต์
this is the best....for you
บทความ เกร็ดความรู้ วันนี้เรามีเรื่องดีๆ มาฝากเพื่อนๆ กันอีกเช่นเคยค่ะ เป็น บทความ เกร็ดความรู้ เรื่อง ความแตกต่างของผู้หญิงกับผู้ชาย ขอบอกว่าเป็น เรื่องน่าอ่าน มากๆ หากคุณกำลังมี ความรัก ยิ่งควรอ่านไว้ประดับความรู้จะดีมากค่ะ เผื่อจะเข้าใจอะไรมากขึ้น และสร้างรักให้ยืนยาวได้ค่ะ

ข้อมูลจาก Forward mail
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
พระเจ้าสร้างชายและหญิงให้เกิดมาคู่กัน แต่ก็มีผู้ชายจำนวนมากออกมายอมรับว่า "บางครั้งผู้หญิงก็ดูน่าเบื่อและไร้เหตุผลจนไม่น่าเข้าใกล้" ในขณะที่ผู้หญิงโต้กลับว่า "บางครั้งผู้ชายก็งี่เง่าและเฮงซวยที่สุด"
ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครดีใครเลว แต่อยู่ที่ความแตกต่างกันในทุกๆ เรื่องของชายและหญิงต่างหาก ที่เป็นต้นเหตุของความไม่เข้าใจ ในเมื่อทั้งชายและหญิงไม่มีวันที่จะเหมือนกันได้ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อการอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข นั่นก็คือ... "การทำความเข้าใจจิตใจของแต่ละฝ่ายนั่นเอง"
1. ผู้ชายรู้สึกดีเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นที่ต้องการของคนอื่น
ขณะที่ผู้หญิงรู้สึกดีเมื่อรู้ว่าตัวเองน่าทะนุถนอม
2. เมื่อเกิดปัญหา ผู้ชายจะเก็บตัวเพื่อคิดหาทางออก
ผู้หญิงจะหาใครซักคนที่ไว้ใจ และพร่ำพรรณนาปัญหาให้ฟัง
3. จากสถิติพบว่า ผู้ชายมีอายุสั้นกว่าผู้หญิง
เพราะผู้ชายใจร้อนและคึกคะนองมากกว่า
4. ผู้ชายมุ่งความต้องการไปที่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน
แต่ความสำเร็จของผู้หญิงคือ การมีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข
5. เมื่อทำอะไรซักอย่างไม่ได้ ผู้หญิงจะขอความช่วยเหลือ
ในขณะที่ผู้ชายจะไม่พยามยามขอความช่วยเหลือ เพราะคิดว่านั่นคือการแสดงความอ่อนแอของตัวเอง
6. ผู้หญิงมีสมองเล็กกว่าผู้ชาย
แต่สมองทั้งสองซีกกลับทำงานสัมพันธ์กันมากกว่าผู้ชาย
7. ผู้ชายจะเจริญเติบโตและก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นได้ช้ากว่าผู้หญิง
8. ผู้ชายถูกกระตุ้นความต้องการทางเพศโดยสายตา เช่น ดูภาพโป้ ดูหนังโป้
แต่ผู้หญิงถูกกระตุ้นความต้องการทางเพศ โดยการสัมผัสอันนุ่มนวล
9. เมื่อเล่นเกมๆ หนึ่ง ผู้หญิงต้องการเอาชนะโดยที่อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องแพ้ก็ได้ (การเสมอ)
แต่ผู้ชายต้องการเอาชนะ และอีกฝ่ายต้องเป็นผู้แพ้
10. เมื่อผู้ชายตกหลุมรักใครซักคน เค้าจะถูกกระตุ้นให้ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่ถ้าจีบผู้หญิงคนนั้นไม่สำเร็จ เค้าจะกลับไปเห็นแก่ตัวเหมือนเดิม
11. ผู้หญิงเมาง่ายกว่าผู้ชาย
12. ผู้ชายจะจดจำเส้นทาง และอ่านแผนที่ได้เก่งกว่าผู้หญิง
13. ผู้หญิงกลัวที่จะเป็นฝ่ายรับ ในขณะที่ผู้ชายกลัวที่จะเป็นฝ่ายให้
14. ผู้หญิงพยายามฆ่าตัวตายมากกว่าผู้ชาย
แต่ผู้ชายทำสำเร็จมากกว่าผู้หญิง
15. ผู้หญิงจะเรียนภาษาได้ดีกว่า
และมีความสามารถในการสื่อสารทางการพูดมากกว่าผู้ชาย
16. ผู้ชายจะคิดให้ตกซะก่อนจึงค่อยพูดออกมา
แต่ผู้หญิงมักจะคิดออกมาเป็นเสียงดังๆ ให้คนอื่นได้ยินด้วย
17. ผู้หญิงจะไม่ทิ้งเพื่อนหากเพื่อนกำลังมีปัญหา
ในขณะที่ผู้ชายจะทิ้งให้เพื่อนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
18. เมื่อผู้หญิงรู้สึกดี เธอจะสามารถแบ่งปันความรักให้คนอื่นมากมาย
แต่เมื่อเธอรู้สึกแย่ สิ่งที่เธอต้องการที่สุดคือความรักจากคนรอบข้าง
19. นิสัยผู้ชายเหมือนหนังสติ๊ก ในช่วงเวลาที่คบกัน ผู้ชายจะต้องการทั้งความผูกพันใกล้ชิด และความอิสระ
แต่ผู้หญิงจะรู้สึกไม่ดีหากผู้ชายกำลังถอยออกไปหาอิสระ และพยายามดึงเค้ากลับมา ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เค้าถอยห่างมากขึ้น ทางที่ดีควรอยู่นิ่งๆ เมื่อถึงเวลาหนึ่งเค้าจะกลับมาเอง
20. ทั้งที่ผู้ชายและผู้หญิงพูดคำๆ เดียวกัน แต่ความหมายของคำๆ นั้น กลับไม่เหมือนกัน
เช่น เมื่อผู้หญิงพูดว่า "เราเลิกกันเถอะ" แปลว่า ฉันต้องการให้คุณเห็นความสำคัญของฉันมากกว่านี้
เมื่อผู้ชายพูดว่า "เราเลิกกันเถอะ" แปลว่าผมไม่ขอทนคุณอีกต่อไป เพราะผมเจอคนใหม่แล้ว
![]()
![]()
ลาก่อนบล็อก
เดือนหน้าดิฉันต้องไปอบรมลูกเรือที่มาเลเซีย ของสายการบินแอร์โอมานแล้ว
ไม่รู้ว่าจะได้มาอัพอีกทีเมื่อไร
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจกันเสมอมานะคะ
R-Ka
บ้านเราเดี๋ยวนี้มีคนต่างชาติเข้ามาทำงานหลายพันชีวิต พอฝรั่งกับไทยมาเจอกัน ความอลเวงก็เลยเกิดขึ้น เพราะนอกจากภาษาและความเคยชินจะต่างกันชนิดฟ้ากับเหวแล้ว นิสัยการทำงานก็ยังไม่เหมือนกันอีกด้วย ฝรั่งนินทาคนไทยว่ายังไรบ้าง มาแอบฟังกันดีกว่า....
ฝรั่งทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนโชกโชนกับการทำงานในแวดวงคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี เมื่อถามว่าพวกเค้ามีความเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไทยๆ เราก็ได้คำตอบว่า:
1. ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่ หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้ านก็มี
- เจฟฟรีย์ บาร์น
2. การโต้แย้ง
3. ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด
เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า 'ขี้เกรงใจ' แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
- ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ
เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร
- ไมเคิล วิดฟิล์ค
4. ความรับผิดชอบ
1. ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนาน ก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร
2. ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก
- สเตฟานี จอห์นสัน
5. วิธีแก้ไขปัญหา
คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายคั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตาม ถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด
- ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก
6. บอกแต่ข่าวดี
คนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
1. จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา
2. จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า จะทำงานเสร็จทันเวลาไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย
- โจนาธาน ธอมพ์สัน
7. คำว่า 'ไม่เป็นไร'
เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหา ก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า 'ไม่เป็นไร' มาแก้ปัญหาแทน- เจนิส อิกนาโรห์
8. ทักษะในการทำงาน
1. ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกัน บางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
2. ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
3. พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก แล้วไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม
- เดวิด กิลเบิร์ก
9. ความซื่อสัตย์
พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน- เฮเบิร์ก โอ ลิสส์
10. ระบบพวกพ้อง
คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง
- มาร์ค โอเนล ฮิวจ์
11. แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว
คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร
1. ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
2. มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน
3. มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง
Celebrating
10000
visitors
ตำแหน่งที่1 ไพ่หญิงแกร่ง (Strength) บอกพื้นฐานเจ้าชะตา
เจ้าชะตามักจะเป็นคนเข้มแข็ง โดยเฉพาะถ้าเจ้าชะตาที่จับได้ไพ่ใบนี้ในตำแหน่งนี้ ที่เป็นผู้หญิง เป็นผู้หญิงที่ทำงานเก่งและแกร่งไม่แพ้ผู้ชาย ถ้าผู้ชายจับได้ก็มักจะได้ทำงานกับผู้หญิงเก่ง เจ้าชะตามักเป็นคนทำมาหากินเก่งแต่ต้องเหนื่อยและมักมีเรื่องการเงินให้หนักใจอยู่เป็นประจำเป็นคนที่ต้องยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง สร้างฐานะด้วยตัวเอง
ตำแหน่งที่2 ไพ่เดอะ เมจิกเชี่ยน ( The Magician) บอกพื้นฐานประกอบเจ้าชะตา
เจ้าชะตามีอีกบุคลิกหนึ่งที่แอบแฝงอยู่ คือ เป็นคนฉลาด สติปัญญาดี มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีความคิดเป็นของตัวเอง สามารถทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้ เจ้าชะตามักจะไม่ได้ทำงานตรงกับสาขาที่ตัวเองเรียนมา คือจบมาอย่างหนึ่งแต่เวลาทำงานจริงๆ กลับไปทำงานอีกอย่างหนึ่งไม่ได้ตรงกับที่ตัวเองเรียนมา เจ้าชะตามักมีหัวการค้าแอบแฝงอยู่
ตำแหน่งที่3 ไพ่การเปลี่ยนแปลง ( Temperance ) บอกอนาคตของเจ้าชะตา
เจ้าชะตาอาจมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องงาน เช่น มีการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสายงาน หรือมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องระบบการทำงาน นอกจากนี้เจ้าชะตาอาจมีเกณฑ์การเดินทาง อันเนื่องมาจากงานของเจ้าชะตา เรื่องการเงินยังผันผวน การเงินยังไม่แน่นอน ยังมีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นรายได้ของเจ้าชะตายังอยู่ในเกณฑ์ขึ้นๆลงๆ เรื่องความรักของเจ้าชะตาก็ยังไม่มั่นคง ยังไม่สามารถจะหาจุดจบ ลงเอยกันได้ ความรักเป็นรักที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง เอาแน่นอนไม่ได้
ตำแหน่งที่4 ไพ่จักรพรรดินี (The Empress) บอกสิ่งแสดล้อมเจ้าชะตา
เจ้าชะตาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์มีอยู่มีกิน มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านวัตถุ ชีวิตมีความสะดวกสบายไม่ค่อยลำบาก ถ้าในเรื่องความรัก กรณีเจ้าชะตาเป็นผู้ชาย ก็จะพบกับผู้หญิงที่สมควรจะมาเป็นภรรยา เพราะเป็นได้ทั้งเมียและแม่ อีกกรณีหนึ่ง เจ้าชะตาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีผู้หญิงคอยให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนเจ้าชะตา
ตำแหน่งที่5 ไพ่โลก (The World) สรุปคำทำนาย
เป็นช่วงที่เจ้าชะตากำลังพบกับสิ่งที่ดีๆ ในชีวิต หน้าที่การงานของเจ้าชะตามีความเจริญก้าวหน้าและมีแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จ ส่วนเจ้าชะตาที่กำลังศึกษาอยู่ก็จะประสบผลสำเร็จในเรื่องการเรียน เช่น มีผลการเรียนดีในระดับที่น่าพึงพอใจ หรือสอบเรียนต่อได้ เป็นช่









